Lorem Ipsum is simply dummy text of the printing and typesetting industry. Lorem Ipsum has been the industry’s standard dummy text ever since the 1500s, when an unknown printer took a galley of type and scrambled it to make a type specimen book. It has survived not only five centuries, but also the leap into electronic typesetting, remaining essentially unchanged. It was popularised in the 1960s with the release of Letraset sheets containing Lorem Ipsum passages, and more recently with desktop publishing software like Aldus PageMaker including versions of Lorem Ipsum.
It is a long established fact that a reader will be distracted by the readable content of a page when looking at its layout. The point of using Lorem Ipsum is that it has a more-or-less normal distribution of letters, as opposed to using ‘Content here, content here’, making it look like readable English. Many desktop publishing packages and web page editors now use Lorem Ipsum as their default model text, and a search for ‘lorem ipsum’ will uncover many web sites still in their infancy. Various versions have evolved over the years, sometimes by accident, sometimes on purpose (injected humour and the like).
เพื่อตรวจดูสุขภาพทั่วไป และตรวจหาโรคอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้น
ควรตรวจทุก 3 เดือนในปีแรก หรือทุก 6 เดือนในปีถัดไป หรือตามแพทย์แนะนำ
ตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดว่าสูงเกินกว่าปกติหรือไม่
หากพบว่ามีความผิดปกติแพทย์จะแนะนำแนวทางการปรับพฤติกรรมและการรักษาต่อไป
ควรงดน้ำและงดอาหารก่อนตรวจวัดระดับน้ำตาล 6 ชั่วโมง
ตรวจเพื่อให้ทราบค่าไขมันในกระแสเลือดว่าอยู่ในระดับที่ปกติหรือไม่
หากทราบความผิดปกติแพทย์จะแนะนำแนวทางในการลดระดับไขมันลงมาให้เป็นปกติได้อย่างทันท่วงที
ควรตรวจทุก 3 เดือนในปีแรก หรือทุก 6 เดือนในปีถัดไป หรือตามแพทย์แนะนำ
ตรวจการทำงานของไต เพื่อเช็คความพร้อมสำหรับผู้ที่รับยาใดๆ ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหนึ่ง
หากตรวจพบว่ามีค่าไตมีความผิดปกติแพทย์จะให้คำแนะนำและปรับแนวทางการรับยานั้นๆต่อไป
ควรตรวจทุก 3 เดือนในปีแรก หรือทุก 6 เดือนในปีถัดไป หรือตามแพทย์แนะนำ
ตรวจการทำงานของตับ เพื่อเช็คความพร้อมสำหรับผู้ที่รับยาใดๆ ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหนึ่ง
หากตรวจพบว่ามีค่าตับมีความผิดปกติแพทย์จะให้คำแนะนำและปรับแนวทางการรับยานั้นๆต่อไป
ควรตรวจทุก 3 เดือนในปีแรก หรือทุก 6 เดือนในปีถัดไป หรือตามแพทย์แนะนำ
เป็นการส่องกล้องเพื่อตรวจดูความผิดปกติภายในทวารหนัก เช่น หูดหงอนไก่ ฝี ริดสีดวง เพื่อวางแผนการรักษาต่อไป
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
หูดหงอนไก่ (Genital warts) และเชื้อเอชพีวี (HPV) , มะเร็งปากทวารหนัก (Anal Cancer)
เป็นการใช้เครื่องมือสอดเข้าไปในช่องคลอดหรือช่องคลอดใหม่เพื่อตรวจหาความผิดปกติและส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการต่ออย่างเหมาะสม
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
หูดหงอนไก่ (Genital warts) และเชื้อเอชพีวี (HPV) , มะเร็งปากทวารหนัก (Anal Cancer)
รับวัคซีนเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันป้องกันไข้หวัดใหญ่ หลังฉีดจะเกิดภูมิคุ้มกันมีอายุได้นาน 1 ปี
แนะนำให้ฉีดทุกปี ปีละ 1 ครั้ง
สามารถป้องกันการเป็นหูดได้ 90% (ป้องกันสายพันธุ์ 6,11)
และป้องกันการเกิดมะเร็งได้ 80% (ป้องกันสายพันธุ์ 16,18,31,33,45,52 และ 58)
1.อายุน้อยกว่า 15 ปี ฉีดวัคซีน 2 เข็ม โดยฉีดเดือนที่ 0 และ 6-12
2.อายุมากกว่า 15 ปี ฉีดวัคซีน 3 เข็ม โดยฉีดเดือนที่ 0, 1-2 และ 6
3.ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องไม่ว่าอายุเท่าไร ฉีดวัคซีน 3 เข็ม เดือนที่ 0, 1-2 และ 6
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
สามารถป้องกันการเป็นหูดได้ 90% (ป้องกันสายพันธุ์ 6,11)
และป้องกันการเกิดมะเร็งได้ 70% (ป้องกันสายพันธุ์ 16,18)
1.อายุน้อยกว่า 15 ปี ฉีดวัคซีน 2 เข็ม โดยฉีดเดือนที่ 0 และ 6-12
2.อายุมากกว่า 15 ปี ฉีดวัคซีน 3 เข็ม โดยฉีดเดือนที่ 0, 1-2 และ 6
3.ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องไม่ว่าอายุเท่าไร ฉีดวัคซีน 3 เข็ม เดือนที่ 0, 1-2 และ 6
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
รับวัคซีนเพื่อป้องกันไวรัสตับอักเสบบี สร้างภูมิคุ้มกันได้มากถึง 97% (หากรับวัคซีนครบ 3 เข็ม)
ควรตรวจทั้ง HBsAg และ anti-HBs ก่อนฉีดวัคซีน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
รับวัคซีนเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบเอ แนะนำให้ตรวจภูมิต้านทานก่อนเข้ารับวัคซีน (เลือกตรวจได้หลายแบบตามที่แพทย์ให้คำแนะนำ)
1.ฉีดวัคซีนฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 6 เดือน โดยไม่ต้องตรวจเลือดซ้ำหลังฉีดวัคซีน
2.หากไม่มาฉีดวัคซีนเข็ถัดไปตามนัด สามารถฉีดต่อได้เลยโดยไม่ต้องเริ่มใหม่
3.ผู้อยู่ร่วมกับ HIV ก็สามารถฉีดวัคซีนได้
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
การตรวจแปปสเมียร์ (anal Pap หรือ anal cytology) เป็นวิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งปากทวารหนัก โดยแพทย์จะใช้ไม้พันสำลีใส่เข้าไปในทวารหนักเพื่อเก็บเซลล์ไปตรวจหาความผิดปกติของทวารหนัก หากการตรวจให้ผลลบ ให้ตรวจซ้ำทุก 1 ปี
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
การตรวจแปปสเมียร์ (Pap smear, Pap test หรือ cytology) เป็นวิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกวิธีหนึ่ง โดยแพทย์จะใช้เครื่องมือตรวจภายในและป้ายเซลล์จากปากมดลูกส่งตรวจหาเซลล์ผิดปกติซึ่งอาจทำให้เกิดมะเร็งได้ หากการตรวจให้ผลลบ ให้ตรวจซ้ำทุก 1-2 ปี
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
หูดหงอนไก่ (Genital warts) และเชื้อเอชพีวี (HPV) , มะเร็งปากมดลูก (Cervical Cancer)
ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธีตรวจหาเชื้อเอชพีวี
เชื้อเอชพีวีสายพันธุ์เสี่ยงสูงเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งปากทวารหนัก การตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์เสี่ยงสูงจึงเป็นทางเลือกหนึ่งในการคัดกรองมะเร็งดังกล่าว โดยผู้รับบริการสามารถสว็อบด้วยตนเองได้ หากการตรวจให้ผลลบ ให้ตรวจซ้ำทุก 5 ปี
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
หูดหงอนไก่ (Genital warts) และเชื้อเอชพีวี (HPV) , มะเร็งปากทวารหนัก (Anal Cancer)
การตรวจภูมิต้านทาน (anti-HCV ) กรณีเป็น positive หมายความว่ามีการติดเชื้ออยู่ในร่างกาย หรือเคยเป็นจนหายแล้ว
หาก anti-HCV มีผลเป็น Negative แปลว่า ไม่มีเชื้อและไม่เคยเป็นมาก่อน
ยังไม่มีวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบซีได้
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
การตรวจหาภูมิต้านทานไวรัสตับอักเสบบี สามารถตรวจได้ทั้งแบบ
1.ตรวจสารก่อภูมิต้านทาน (HBsAg) หากตรวจพบเชื้อไวรัสตับอักเสบบีในร่างกาย ต้องพบแพทย์เพื่อรักษาต่อไป
2.ตรวจสารภูมิต้านทาน (Anti-HBs) ในกรณีเคยติดเชื้อจนหายแล้ว หรือเคยรับวัคซีนมาก่อน
3.การตรวจสารภูมิต้านทานชนิดหนึ่งที่บ่งบอกร่องรอยการติดเชื้อ (Anti-HBc)
ควรตรวจทั้ง HBsAg และ anti-HBs ก่อนฉีดวัคซีน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
หากไม่เคยฉีดวัคซีนป้องกัน แนะนำให้ตรวจคัดกรอง HBsAg ทุก 12 เดือน
หากต้องการฉีดวัคซีนให้ตรวจทั้ง HBsAg และ anti-HBs ก่อนฉีดวัคซีน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ตรวจหาภูมิต้านทานก่อนฉีดวัคซีน โดยสามารถเลือกตรวจได้หลายวิธี ได้แก่
1.ตรวจภูมิต้านทานระยะยาว (Anti-HAV IgG) จะได้ผลเป็น Positive ในกรณีที่เคยฉีดวัคซีนหรือเคยรักษาไวรัสตับอักเสบ เอ จนหายแล้ว
2.ตรวจสารก่อภูมิต้านทาน (Anti-HAV IgM) สำหรับแพทย์ตรวจในคนไข้ที่ต้องสงสัยในโรค โดยผลจะเป็น positive ในกรณีที่มีการติิดเชื้อระยะเฉียบพลัน
3.ตรวจรวมภูมิต้านทานทั้ง 2 ชนิด หากผลแสดงว่ามีภูมิต้านทานแล้วจึงจะไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
หูดหงอนไก่เกิดจากการติดเชื้อ HPV หากมีอาการสามารถรักษาได้ด้วยยาทา หรือรักษาด้วยการผ่าตัด เช่น จี้ไฟฟ้า
รังสีอินฟราเรด (Infrared) หรือ เลเซอร์ (Laser) และควรนำคู่มาตรวจร่างกายด้วย
สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน HPV และตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งทวารหนักตามข้อบ่งชี้ของแต่ละคน เป็นประจำทุกปี
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
หูดหงอนไก่ (Genital warts) และเชื้อเอชพีวี (HPV) , มะเร็งปากทวารหนัก (Anal Cancer)
รักษาให้หายได้โดยใช้ยาปฏิชีวนะ
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ตรวจโดยการเก็บตัวอย่างหนองไปส่งตรวจหาเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดหนองใน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ตรวจคัดกรองด้วยการเก็บตัวอย่างส่งตรวจจากบริเวณลำคอ ช่องคลอด หรือช่องคลอดใหม่ ทวารหนัก และ/หรือจากปัสสาวะ
ทราบผลตรวจภายใน 2 ชั่วโมง
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
รักษาได้โดยการฉีดยาเบนซาทีน เพนนิซิลิน จี (Benzathine Penicillin G) 2.4 ล้านยูนิต
เข้ากล้ามเนื้อสะโพกทั้ง 2 ข้าง
ควรนำคู่นอนมาตรวจด้วยแม้ไม่มีอาการ และหลังการรักษาควรงดมีเพศสัมพันธ์ประมาณ 1-2 สัปดาห์
หรือใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งในทุกช่องทาง เพราะในระยะดังกล่าวยังสามารถแพร่เชื้อได้
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ตรวจยืนยันโดยการเจาะเลือดหาแอนติบอดีต่อเชื้อซิฟิลิส ซึ่งจะสามารถคงอยู่ในร่างกายได้นานหลายปี
จึงสามารถตรวจทราบถึงการติดเชื้อในอดีตได้
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ระยะแรก จะมีแผลที่อวัยวะเพศ มีขอบแข็ง ไม่มีอาการเจ็บปวด
ระยะที่ 2 จะพบผื่นที่ลำตัว ฝ่ามือ ฝ่าเท้า อาจมีปื้นสีขาวในช่องปาก จะอยู่ในช่วง 6 สัปดาห์- 6 เดือน หลังได้รับเชื้อ
ระยะที่ 3 เชื้อจะแพร่กระจายไปทั่วร่างกาย ส่งผลต่อการทำงานของสมอง ดวงตา หัวใจ ไขสันหลังและกระดูก ระยะนี้อยู่ในช่วง 10 ปีขึ้นไป
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ซิฟิลิสเกิดจากเชื้อแบคทีเรียทริปโปนีมา พัลลิดุม (Treponema pallidum)
สามารถติดต่อผ่านทางเพศสัมพันธ์หรือการสัมผัสเชื้อ
ตรวจหาแอนติบอดี้ที่ก่อเชื้อโรคซิฟิลิสโดยการเจาะเลือด ทราบผลภายใน 1 ชั่วโมง
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ยาต้านไวรัสสำหรับผู้ที่มีเชื้อ HIV โดยจะทำหน้าที่ช่วยลดระดับจำนวนไวรัสลง
หากรับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างต่อเนื่องจะเข้าสู่สถานะ U=U หรือ ตรวจไม่พบเชื้อ = ไม่แพร่เชื้อ
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
รับ PEP (Post-Exposure Prophylaxis) ยาป้องกันการรับเชื้อ HIV ในกรณีฉุกเฉิน หลังการสัมผัสเชื้อ สำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงมา ภายใน 72 ชั่วโมง และต้องทานต่อเนื่อง 28 วัน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
รับ PrEP (Pre-Exposure Prophylaxis) ยาป้องกันการรับเชื้อ HIV ก่อนการสัมผัสเชื้อ สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยมีเชื้อเท่านั้น โดยเป็นการรับประทานต่อเนื่องอย่างถูกต้องตามแพทย์แนะนำ
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
หรือ Viral Load ในผู้อยู่ร่วมกับ HIV เป็นการตรวจหาปริมาณไวรัส HIV ในเลือด เพื่อประเมินว่าร่างกายสามารถควบคุมปริมาณไวรัสได้มากน้อยเพียงใด
หากได้รับยาต้านไวรัสต่อเนื่องจะทำให้จำนวน Viral Load ต่ำมากๆจนไม่สามารถตรวจวัดได้
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ตรวจหาปริมาณเม็ดเลือดขาว CD4 โดยการเจาะเลือด สำหรับผู้ที่อยู่ร่วมกับ HIV หากมีระดับ CD 4 ต่ำกว่า 200 จะทำให้มีโอกาสติดเชื้อฉวยโอกาสได้ง่าย เนื่องจากอยู่ในภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง และหากผู้ที่อยู่ร่วมกับ HIV ได้รับยาต้านไวรัสต่อเนื่องจะมีค่า CD4 คงที่อยู่ที่ระดับ 500-600
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ตรวจโดยการเจาะเลือด มี 2 วิธี ได้แก่
1.วิธี Anti-HIV : ตรวจหาภูมิคุ้มกันที่ตอบสนองกับเชื้อ HIV สามารถตรวจได้ตั้งแต่ 1 เดือนหลังมีความเสี่ยง
2.วิธี NAT : ตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อ HIV สามารถตรวจได้ตั้งแต่ 1-2 สัปดาห์หลังมีความเสี่ยง
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
บริการตรวจคัดกรองภาวะซึมเศร้าเบื้องต้น บริการให้คำปรึกษาและประเมินด้านจิตใจ โดยจิตแพทย์และผู้ให้คำปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญด้านความหลากหลายทางเพศ รวมทั้งบริการส่งต่อเข้าสู่การรักษาในระบบโรงพยาบาลหรือการรักษาตามสิทธิ์
ตรวจการทำงานของตับ เพื่อเช็คความพร้อมสำหรับผู้ที่รับยาใดๆ ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหนึ่ง
หากตรวจพบว่ามีค่าตับมีความผิดปกติแพทย์จะให้คำแนะนำและปรับแนวทางการรับยานั้นๆต่อไป
ควรตรวจทุก 3 เดือนในปีแรก หรือทุก 6 เดือนในปีถัดไป หรือตามแพทย์แนะนำ
ตรวจการทำงานของไต เพื่อเช็คความพร้อมสำหรับผู้ที่รับยาใดๆ ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหนึ่ง
หากตรวจพบว่ามีค่าไตมีความผิดปกติแพทย์จะให้คำแนะนำและปรับแนวทางการรับยานั้นๆต่อไป
ควรตรวจทุก 3 เดือนในปีแรก หรือทุก 6 เดือนในปีถัดไป หรือตามแพทย์แนะนำ
ตรวจเพื่อให้ทราบค่าไขมันในกระแสเลือดว่าอยู่ในระดับที่ปกติหรือไม่
หากทราบความผิดปกติแพทย์จะแนะนำแนวทางในการลดระดับไขมันลงมาให้เป็นปกติได้อย่างทันท่วงที
ควรตรวจทุก 3 เดือนในปีแรก หรือทุก 6 เดือนในปีถัดไป หรือตามแพทย์แนะนำ
ตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดว่าสูงเกินกว่าปกติหรือไม่
หากพบว่ามีความผิดปกติแพทย์จะแนะนำแนวทางการปรับพฤติกรรมและการรักษาต่อไป
ควรงดน้ำและงดอาหารก่อนตรวจวัดระดับน้ำตาล 6 ชั่วโมง
เพื่อตรวจดูสุขภาพทั่วไป และตรวจหาโรคอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้น
ควรตรวจทุก 3 เดือนในปีแรก หรือทุก 6 เดือนในปีถัดไป หรือตามแพทย์แนะนำ
เป็นการใช้เครื่องมือสอดเข้าไปในช่องคลอดหรือช่องคลอดใหม่เพื่อตรวจหาความผิดปกติและส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการต่ออย่างเหมาะสม
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
หูดหงอนไก่ (Genital warts) และเชื้อเอชพีวี (HPV) , มะเร็งปากทวารหนัก (Anal Cancer)
เป็นการส่องกล้องเพื่อตรวจดูความผิดปกติภายในทวารหนัก เช่น หูดหงอนไก่ ฝี ริดสีดวง เพื่อวางแผนการรักษาต่อไป
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
หูดหงอนไก่ (Genital warts) และเชื้อเอชพีวี (HPV) , มะเร็งปากทวารหนัก (Anal Cancer)
รับวัคซีนเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบเอ แนะนำให้ตรวจภูมิต้านทานก่อนเข้ารับวัคซีน (เลือกตรวจได้หลายแบบตามที่แพทย์ให้คำแนะนำ)
1.ฉีดวัคซีนฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 6 เดือน โดยไม่ต้องตรวจเลือดซ้ำหลังฉีดวัคซีน
2.หากไม่มาฉีดวัคซีนเข็ถัดไปตามนัด สามารถฉีดต่อได้เลยโดยไม่ต้องเริ่มใหม่
3.ผู้อยู่ร่วมกับ HIV ก็สามารถฉีดวัคซีนได้
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
รับวัคซีนเพื่อป้องกันไวรัสตับอักเสบบี สร้างภูมิคุ้มกันได้มากถึง 97% (หากรับวัคซีนครบ 3 เข็ม)
ควรตรวจทั้ง HBsAg และ anti-HBs ก่อนฉีดวัคซีน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
สามารถป้องกันการเป็นหูดได้ 90% (ป้องกันสายพันธุ์ 6,11)
และป้องกันการเกิดมะเร็งได้ 70% (ป้องกันสายพันธุ์ 16,18)
1.อายุน้อยกว่า 15 ปี ฉีดวัคซีน 2 เข็ม โดยฉีดเดือนที่ 0 และ 6-12
2.อายุมากกว่า 15 ปี ฉีดวัคซีน 3 เข็ม โดยฉีดเดือนที่ 0, 1-2 และ 6
3.ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องไม่ว่าอายุเท่าไร ฉีดวัคซีน 3 เข็ม เดือนที่ 0, 1-2 และ 6
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
สามารถป้องกันการเป็นหูดได้ 90% (ป้องกันสายพันธุ์ 6,11)
และป้องกันการเกิดมะเร็งได้ 80% (ป้องกันสายพันธุ์ 16,18,31,33,45,52 และ 58)
1.อายุน้อยกว่า 15 ปี ฉีดวัคซีน 2 เข็ม โดยฉีดเดือนที่ 0 และ 6-12
2.อายุมากกว่า 15 ปี ฉีดวัคซีน 3 เข็ม โดยฉีดเดือนที่ 0, 1-2 และ 6
3.ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องไม่ว่าอายุเท่าไร ฉีดวัคซีน 3 เข็ม เดือนที่ 0, 1-2 และ 6
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
รับวัคซีนเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันป้องกันไข้หวัดใหญ่ หลังฉีดจะเกิดภูมิคุ้มกันมีอายุได้นาน 1 ปี
แนะนำให้ฉีดทุกปี ปีละ 1 ครั้ง
ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธีตรวจหาเชื้อเอชพีวี
เชื้อเอชพีวีสายพันธุ์เสี่ยงสูงเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งปากทวารหนัก การตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์เสี่ยงสูงจึงเป็นทางเลือกหนึ่งในการคัดกรองมะเร็งดังกล่าว โดยผู้รับบริการสามารถสว็อบด้วยตนเองได้ หากการตรวจให้ผลลบ ให้ตรวจซ้ำทุก 5 ปี
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
หูดหงอนไก่ (Genital warts) และเชื้อเอชพีวี (HPV) , มะเร็งปากทวารหนัก (Anal Cancer)
การตรวจแปปสเมียร์ (Pap smear, Pap test หรือ cytology) เป็นวิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกวิธีหนึ่ง โดยแพทย์จะใช้เครื่องมือตรวจภายในและป้ายเซลล์จากปากมดลูกส่งตรวจหาเซลล์ผิดปกติซึ่งอาจทำให้เกิดมะเร็งได้ หากการตรวจให้ผลลบ ให้ตรวจซ้ำทุก 1-2 ปี
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
หูดหงอนไก่ (Genital warts) และเชื้อเอชพีวี (HPV) , มะเร็งปากมดลูก (Cervical Cancer)
การตรวจแปปสเมียร์ (anal Pap หรือ anal cytology) เป็นวิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งปากทวารหนัก โดยแพทย์จะใช้ไม้พันสำลีใส่เข้าไปในทวารหนักเพื่อเก็บเซลล์ไปตรวจหาความผิดปกติของทวารหนัก หากการตรวจให้ผลลบ ให้ตรวจซ้ำทุก 1 ปี
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ตรวจหาภูมิต้านทานก่อนฉีดวัคซีน โดยสามารถเลือกตรวจได้หลายวิธี ได้แก่
1.ตรวจภูมิต้านทานระยะยาว (Anti-HAV IgG) จะได้ผลเป็น Positive ในกรณีที่เคยฉีดวัคซีนหรือเคยรักษาไวรัสตับอักเสบ เอ จนหายแล้ว
2.ตรวจสารก่อภูมิต้านทาน (Anti-HAV IgM) สำหรับแพทย์ตรวจในคนไข้ที่ต้องสงสัยในโรค โดยผลจะเป็น positive ในกรณีที่มีการติิดเชื้อระยะเฉียบพลัน
3.ตรวจรวมภูมิต้านทานทั้ง 2 ชนิด หากผลแสดงว่ามีภูมิต้านทานแล้วจึงจะไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
หากไม่เคยฉีดวัคซีนป้องกัน แนะนำให้ตรวจคัดกรอง HBsAg ทุก 12 เดือน
หากต้องการฉีดวัคซีนให้ตรวจทั้ง HBsAg และ anti-HBs ก่อนฉีดวัคซีน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
การตรวจหาภูมิต้านทานไวรัสตับอักเสบบี สามารถตรวจได้ทั้งแบบ
1.ตรวจสารก่อภูมิต้านทาน (HBsAg) หากตรวจพบเชื้อไวรัสตับอักเสบบีในร่างกาย ต้องพบแพทย์เพื่อรักษาต่อไป
2.ตรวจสารภูมิต้านทาน (Anti-HBs) ในกรณีเคยติดเชื้อจนหายแล้ว หรือเคยรับวัคซีนมาก่อน
3.การตรวจสารภูมิต้านทานชนิดหนึ่งที่บ่งบอกร่องรอยการติดเชื้อ (Anti-HBc)
ควรตรวจทั้ง HBsAg และ anti-HBs ก่อนฉีดวัคซีน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
การตรวจภูมิต้านทาน (anti-HCV ) กรณีเป็น positive หมายความว่ามีการติดเชื้ออยู่ในร่างกาย หรือเคยเป็นจนหายแล้ว
หาก anti-HCV มีผลเป็น Negative แปลว่า ไม่มีเชื้อและไม่เคยเป็นมาก่อน
ยังไม่มีวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบซีได้
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ซิฟิลิสเกิดจากเชื้อแบคทีเรียทริปโปนีมา พัลลิดุม (Treponema pallidum)
สามารถติดต่อผ่านทางเพศสัมพันธ์หรือการสัมผัสเชื้อ
ตรวจหาแอนติบอดี้ที่ก่อเชื้อโรคซิฟิลิสโดยการเจาะเลือด ทราบผลภายใน 1 ชั่วโมง
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ระยะแรก จะมีแผลที่อวัยวะเพศ มีขอบแข็ง ไม่มีอาการเจ็บปวด
ระยะที่ 2 จะพบผื่นที่ลำตัว ฝ่ามือ ฝ่าเท้า อาจมีปื้นสีขาวในช่องปาก จะอยู่ในช่วง 6 สัปดาห์- 6 เดือน หลังได้รับเชื้อ
ระยะที่ 3 เชื้อจะแพร่กระจายไปทั่วร่างกาย ส่งผลต่อการทำงานของสมอง ดวงตา หัวใจ ไขสันหลังและกระดูก ระยะนี้อยู่ในช่วง 10 ปีขึ้นไป
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ตรวจยืนยันโดยการเจาะเลือดหาแอนติบอดีต่อเชื้อซิฟิลิส ซึ่งจะสามารถคงอยู่ในร่างกายได้นานหลายปี
จึงสามารถตรวจทราบถึงการติดเชื้อในอดีตได้
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
รักษาได้โดยการฉีดยาเบนซาทีน เพนนิซิลิน จี (Benzathine Penicillin G) 2.4 ล้านยูนิต
เข้ากล้ามเนื้อสะโพกทั้ง 2 ข้าง
ควรนำคู่นอนมาตรวจด้วยแม้ไม่มีอาการ และหลังการรักษาควรงดมีเพศสัมพันธ์ประมาณ 1-2 สัปดาห์
หรือใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งในทุกช่องทาง เพราะในระยะดังกล่าวยังสามารถแพร่เชื้อได้
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ตรวจคัดกรองด้วยการเก็บตัวอย่างส่งตรวจจากบริเวณลำคอ ช่องคลอด หรือช่องคลอดใหม่ ทวารหนัก และ/หรือจากปัสสาวะ
ทราบผลตรวจภายใน 2 ชั่วโมง
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ตรวจโดยการเก็บตัวอย่างหนองไปส่งตรวจหาเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดหนองใน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
รักษาให้หายได้โดยใช้ยาปฏิชีวนะ
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
หูดหงอนไก่เกิดจากการติดเชื้อ HPV หากมีอาการสามารถรักษาได้ด้วยยาทา หรือรักษาด้วยการผ่าตัด เช่น จี้ไฟฟ้า
รังสีอินฟราเรด (Infrared) หรือ เลเซอร์ (Laser) และควรนำคู่มาตรวจร่างกายด้วย
สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน HPV และตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งทวารหนักตามข้อบ่งชี้ของแต่ละคน เป็นประจำทุกปี
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
หูดหงอนไก่ (Genital warts) และเชื้อเอชพีวี (HPV) , มะเร็งปากทวารหนัก (Anal Cancer)
ตรวจโดยการเจาะเลือด มี 2 วิธี ได้แก่
1.วิธี Anti-HIV : ตรวจหาภูมิคุ้มกันที่ตอบสนองกับเชื้อ HIV สามารถตรวจได้ตั้งแต่ 1 เดือนหลังมีความเสี่ยง
2.วิธี NAT : ตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อ HIV สามารถตรวจได้ตั้งแต่ 1-2 สัปดาห์หลังมีความเสี่ยง
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ตรวจหาปริมาณเม็ดเลือดขาว CD4 โดยการเจาะเลือด สำหรับผู้ที่อยู่ร่วมกับ HIV หากมีระดับ CD 4 ต่ำกว่า 200 จะทำให้มีโอกาสติดเชื้อฉวยโอกาสได้ง่าย เนื่องจากอยู่ในภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง และหากผู้ที่อยู่ร่วมกับ HIV ได้รับยาต้านไวรัสต่อเนื่องจะมีค่า CD4 คงที่อยู่ที่ระดับ 500-600
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
หรือ Viral Load ในผู้อยู่ร่วมกับ HIV เป็นการตรวจหาปริมาณไวรัส HIV ในเลือด เพื่อประเมินว่าร่างกายสามารถควบคุมปริมาณไวรัสได้มากน้อยเพียงใด
หากได้รับยาต้านไวรัสต่อเนื่องจะทำให้จำนวน Viral Load ต่ำมากๆจนไม่สามารถตรวจวัดได้
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
รับ PrEP (Pre-Exposure Prophylaxis) ยาป้องกันการรับเชื้อ HIV ก่อนการสัมผัสเชื้อ สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยมีเชื้อเท่านั้น โดยเป็นการรับประทานต่อเนื่องอย่างถูกต้องตามแพทย์แนะนำ
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
รับ PEP (Post-Exposure Prophylaxis) ยาป้องกันการรับเชื้อ HIV ในกรณีฉุกเฉิน หลังการสัมผัสเชื้อ สำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงมา ภายใน 72 ชั่วโมง และต้องทานต่อเนื่อง 28 วัน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ยาต้านไวรัสสำหรับผู้ที่มีเชื้อ HIV โดยจะทำหน้าที่ช่วยลดระดับจำนวนไวรัสลง
หากรับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างต่อเนื่องจะเข้าสู่สถานะ U=U หรือ ตรวจไม่พบเชื้อ = ไม่แพร่เชื้อ
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง