การยุติการตั้งครรภ์ไม่ได้ส่งผลต่อร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่สำหรับบางคน ช่วงเวลาหลังจากนั้นอาจมีความรู้สึกหลายอย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นความโล่งใจ ความเศร้า ความรู้สึกผิด ความสับสน หรือบางครั้งอาจไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ

 

ไม่มีความรู้สึกแบบไหนที่เป็นความรู้สึกที่ควรจะเป็น

 

งานวิจัยเกี่ยวกับสุขภาพจิตหลังการยุติการตั้งครรภ์พบว่า การยุติการตั้งครรภ์ไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล หรือภาวะเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ (PTSD) ในคนส่วนใหญ่ ขณะเดียวกัน ประสบการณ์ทางอารมณ์ของแต่ละคนสามารถแตกต่างกันได้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ชีวิต เหตุผลในการตัดสินใจ การสนับสนุนจากคนรอบตัว รวมถึงแรงกดดันและการตีตราที่ได้รับจากสังคม

 

ดังนั้น การดูแลใจหลังการยุติการตั้งครรภ์จึงไม่ใช่การพยายามทำให้ตัวเองหายเศร้าให้เร็วที่สุด แต่เป็นการให้พื้นที่กับตัวเองในการรับรู้และค่อย ๆ ผ่านประสบการณ์นี้ไปในจังหวะที่เหมาะกับตัวเอง

 

ความรู้สึกหลังการยุติการตั้งครรภ์ อาจมีได้หลายรูปแบบ

 

บางคนอาจรู้สึกโล่งใจ เพราะสถานการณ์ที่สร้างความกังวลได้รับการคลี่คลาย ขณะที่บางคนอาจรู้สึกเศร้า สูญเสีย รู้สึกผิด หรือคิดย้อนกลับไปถึงสิ่งที่เกิดขึ้น

 

ความรู้สึกเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ เช่น อาจรู้สึกว่า “นี่เป็นการตัดสินใจที่เหมาะสมกับชีวิตของเราในเวลานั้น”และในขณะเดียวกันก็ยังรู้สึกเศร้ากับสิ่งที่เกิดขึ้นได้

 

การมีความรู้สึกหลายอย่างพร้อมกันไม่ได้หมายความว่าเราตัดสินใจผิด

 

งานวิจัยระยะยาวจาก Turnaway Study ซึ่งติดตามผู้หญิงหลังการยุติการตั้งครรภ์ พบว่าความรู้สึกที่พบได้มากคือ “ความโล่งใจ” และเมื่อเวลาผ่านไป ความเข้มข้นของอารมณ์ทั้งด้านบวกและด้านลบมีแนวโน้มลดลง นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่ยังคงมองว่าการยุติการตั้งครรภ์เป็นการตัดสินใจที่เหมาะสมสำหรับตนเอง แม้เวลาจะผ่านไปหลายปี

 

5 วิธีดูแลใจตัวเองหลังการยุติการตั้งครรภ์

 

1. อนุญาตให้ตัวเองรู้สึก โดยไม่ต้องรีบตัดสินความรู้สึกนั้น

 

คุณไม่จำเป็นต้องบอกตัวเองว่าไม่ควรเศร้า เพียงเพราะเป็นการตัดสินใจของตนเองเอง และในทางกลับกันคุณก็ไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดหากสิ่งที่รู้สึกหลังจากนั้นคือความโล่งใจ

 

ลองสังเกตความรู้สึกที่เกิดขึ้นโดยไม่รีบตัดสินว่าเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี เช่น

 

“ตอนนี้ฉันกำลังรู้สึกเศร้า”

 

“ฉันยังคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่”

 

“ฉันรู้สึกโล่งใจ แต่ก็มีบางส่วนที่ยังเสียใจ”

 

เพียงแค่ยอมรับว่าความรู้สึกนั้นกำลังเกิดขึ้น ก็เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลตัวเองแล้ว

 

2. ให้เวลากับร่างกายและจิตใจได้พัก

 

หลังการยุติการตั้งครรภ์ ร่างกายยังอยู่ในช่วงของการฟื้นตัว การพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารตามปกติ และค่อย ๆ กลับไปทำกิจวัตรประจำวันที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย สามารถช่วยให้รู้สึกมั่นคงขึ้นได้

 

ยังไม่จำเป็นต้องรีบเข้มแข็ง หากความรู้สึกยังคงต้องการใช้เวลาในการค่อยๆ ฟื้นคืน ตามความเป็นจริง

 

3. เลือกพูดคุยกับคนที่ทำให้เรารู้สึกปลอดภัย

 

การยุติการตั้งครรภ์ยังเป็นเรื่องที่มีการตีตราในหลายสังคม การถูกตำหนิ ถูกตัดสิน หรือรู้สึกว่าต้องปกปิดประสบการณ์ของตนเอง อาจเพิ่มความเครียดและความทุกข์ทางใจได้

 

หากต้องการพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ลองเลือกคนที่สามารถรับฟังโดยไม่ตัดสิน เช่น คู่รัก เพื่อน สมาชิกในครอบครัว หรือบุคลากรด้านสุขภาพและสุขภาพจิตที่มีความเข้าใจเรื่องการยุติการตั้งครรภ์

 

และหากยังไม่พร้อมเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง ก็มีสิทธิ์ที่จะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นเรื่องส่วนตัวเช่นกัน

 

4. ระวังเสียงตำหนิตัวเอง

 

บางครั้งสิ่งที่ทำให้เจ็บปวดอาจไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เป็นประโยคที่พูดกับตัวเองซ้ำ ๆ เช่น

 

“ฉันเป็นคนไม่ดีหรือบาปหรือเปล่า”

 

“ถ้าวันนั้นฉันเลือกอีกแบบล่ะ”

 

“ฉันควรทำได้ดีกว่านี้ไหม”

 

หากพบว่าตัวเองกำลังคิดแบบนี้ ลองย้อนกลับไปมองบริบทในวันที่ต้องตัดสินใจว่า ในเวลานั้นเรากำลังเผชิญกับอะไร มีข้อจำกัดอะไร และอะไรคือเหตุผลที่ทำให้เราตัดสินใจเช่นนั้น

 

เราไม่จำเป็นต้องมองการตัดสินใจในอดีตด้วยข้อมูลและสถานการณ์ที่เรามีในวันนี้

 

บางครั้งประโยคที่อ่อนโยนกว่าอาจเป็น “ในเวลานั้น ฉันตัดสินใจจากสถานการณ์และสิ่งที่ฉันสามารถทำได้ดีที่สุดแล้ว”

 

5. ขอความช่วยเหลือเมื่อรู้สึกว่ารับมือคนเดียวไม่ไหว

 

แม้ว่าหลักฐานทางวิชาการไม่ได้พบว่าการยุติการตั้งครรภ์ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตในคนส่วนใหญ่ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องผ่านประสบการณ์นี้ได้โดยไม่ต้องการความช่วยเหลือ

 

บางคนอาจกำลังเผชิญปัญหาอื่นร่วมด้วย เช่น ความขัดแย้งกับคู่รัก การถูกกดดันในการตัดสินใจ ปัญหาทางการเงิน ความรุนแรงในความสัมพันธ์ การขาดคนสนับสนุน หรือมีปัญหาสุขภาพจิตอยู่ก่อนแล้ว

 

หากความเศร้า ความรู้สึกผิด ความวิตกกังวล หรือความคิดเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรบกวนการใช้ชีวิตอย่างต่อเนื่อง เช่น นอนไม่หลับเรื้อรัง รับประทานอาหารไม่ได้ ไม่สามารถทำงานหรือเรียนได้ หรือรู้สึกว่าความทุกข์นั้นมากเกินกว่าจะรับมือด้วยตัวเอง การพูดคุยกับนักจิตวิทยา ผู้ให้การปรึกษา หรือบุคลากรด้านสุขภาพจิตยังสามารถเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการดูแลตัวเอง

 

การขอความช่วยเหลือไม่ได้หมายความว่าเราจัดการชีวิตของตัวเองไม่ได้ แต่หมายถึงเราไม่จำเป็นต้องจัดการทุกอย่างเพียงลำพัง หากหลังการยุติการตั้งครรภ์ คุณรู้สึกว่ามีบางความรู้สึกที่อยากพูดคุยหรือไม่อยากรับมือเพียงลำพัง พริบตาอุ่นไอ มีบริการพูดคุยและให้คำปรึกษาด้านสุขภาพใจภายหลังการยุติการตั้งครรภ์ ในพื้นที่ที่พร้อมรับฟังโดยไม่ตัดสิน

 

สามารถติดต่อนัดหมายเพื่อพูดคุยได้ทาง LINE Official: @9999ab

 

  1. เอกสารอ้างอิงWorld Health Organization. (2025). Abortion care guideline: Executive summary, 2nd ed. World Health Organization.
  2. National Academies of Sciences, Engineering, and Medicine. (2018). The Safety and Quality of Abortion Care in the United States. Washington, DC: The National Academies Press. https://doi.org/10.17226/24950
  3. Biggs, M. A., Upadhyay, U. D., McCulloch, C. E., & Foster, D. G. (2017). Women’s mental health and well-being 5 years after receiving or being denied an abortion: A prospective, longitudinal cohort study. JAMA Psychiatry, 74(2), 169–178.
  4. Rocca, C. H., Samari, G., Foster, D. G., Gould, H., & Kimport, K. (2020). Emotions and decision rightness over five years following an abortion: An examination of decision difficulty and abortion stigma. Social Science & Medicine, 248, 112704.

 

 

บริการตรวจสุขภาพอื่นๆ

ตรวจหาความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด

เพื่อตรวจดูสุขภาพทั่วไป และตรวจหาโรคอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้น

ควรตรวจทุก 3 เดือนในปีแรก หรือทุก 6 เดือนในปีถัดไป หรือตามแพทย์แนะนำ

บริการตรวจสุขภาพอื่นๆ

ตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด

ตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดว่าสูงเกินกว่าปกติหรือไม่
หากพบว่ามีความผิดปกติแพทย์จะแนะนำแนวทางการปรับพฤติกรรมและการรักษาต่อไป

ควรงดน้ำและงดอาหารก่อนตรวจวัดระดับน้ำตาล 6 ชั่วโมง

บริการตรวจสุขภาพอื่นๆ

ตรวจวัดระดับไขมัน

ตรวจเพื่อให้ทราบค่าไขมันในกระแสเลือดว่าอยู่ในระดับที่ปกติหรือไม่
หากทราบความผิดปกติแพทย์จะแนะนำแนวทางในการลดระดับไขมันลงมาให้เป็นปกติได้อย่างทันท่วงที

ควรตรวจทุก 3 เดือนในปีแรก หรือทุก 6 เดือนในปีถัดไป หรือตามแพทย์แนะนำ

บริการตรวจสุขภาพอื่นๆ

ตรวจการทำงานของไต

ตรวจการทำงานของไต เพื่อเช็คความพร้อมสำหรับผู้ที่รับยาใดๆ ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหนึ่ง
หากตรวจพบว่ามีค่าไตมีความผิดปกติแพทย์จะให้คำแนะนำและปรับแนวทางการรับยานั้นๆต่อไป

ควรตรวจทุก 3 เดือนในปีแรก หรือทุก 6 เดือนในปีถัดไป หรือตามแพทย์แนะนำ

บริการตรวจสุขภาพอื่นๆ

ตรวจการทำงานของตับ

ตรวจการทำงานของตับ เพื่อเช็คความพร้อมสำหรับผู้ที่รับยาใดๆ ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหนึ่ง
หากตรวจพบว่ามีค่าตับมีความผิดปกติแพทย์จะให้คำแนะนำและปรับแนวทางการรับยานั้นๆต่อไป

ควรตรวจทุก 3 เดือนในปีแรก หรือทุก 6 เดือนในปีถัดไป หรือตามแพทย์แนะนำ

ตรวจภายใน

ส่องดูภายในทวารหนัก

เป็นการส่องกล้องเพื่อตรวจดูความผิดปกติภายในทวารหนัก เช่น หูดหงอนไก่ ฝี ริดสีดวง เพื่อวางแผนการรักษาต่อไป

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

หูดหงอนไก่ (Genital warts) และเชื้อเอชพีวี (HPV) , มะเร็งปากทวารหนัก (Anal Cancer)

ตรวจภายใน

ตรวจภายใน

เป็นการใช้เครื่องมือสอดเข้าไปในช่องคลอดหรือช่องคลอดใหม่เพื่อตรวจหาความผิดปกติและส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการต่ออย่างเหมาะสม

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

หูดหงอนไก่ (Genital warts) และเชื้อเอชพีวี (HPV) , มะเร็งปากทวารหนัก (Anal Cancer)

บริการด้านวัคซีน

วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่

รับวัคซีนเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันป้องกันไข้หวัดใหญ่ หลังฉีดจะเกิดภูมิคุ้มกันมีอายุได้นาน 1 ปี

แนะนำให้ฉีดทุกปี ปีละ 1 ครั้ง

บริการด้านวัคซีน

วัคซีนป้องกันไวรัสเอชพีวี ชนิด 9 สายพันธุ์

สามารถป้องกันการเป็นหูดได้ 90% (ป้องกันสายพันธุ์ 6,11)
และป้องกันการเกิดมะเร็งได้ 80% (ป้องกันสายพันธุ์ 16,18,31,33,45,52 และ 58)

1.อายุน้อยกว่า 15 ปี ฉีดวัคซีน 2 เข็ม โดยฉีดเดือนที่ 0 และ 6-12
2.อายุมากกว่า 15 ปี ฉีดวัคซีน 3 เข็ม โดยฉีดเดือนที่ 0, 1-2 และ 6
3.ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องไม่ว่าอายุเท่าไร ฉีดวัคซีน 3 เข็ม เดือนที่ 0, 1-2 และ 6

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

หูดหงอนไก่ (Genital warts) และเชื้อเอชพีวี (HPV)

บริการด้านวัคซีน

วัคซีนป้องกันไวรัสเอชพีวี ชนิด 4 สายพันธุ์

สามารถป้องกันการเป็นหูดได้ 90% (ป้องกันสายพันธุ์ 6,11)
และป้องกันการเกิดมะเร็งได้ 70% (ป้องกันสายพันธุ์ 16,18)

1.อายุน้อยกว่า 15 ปี ฉีดวัคซีน 2 เข็ม โดยฉีดเดือนที่ 0 และ 6-12
2.อายุมากกว่า 15 ปี ฉีดวัคซีน 3 เข็ม โดยฉีดเดือนที่ 0, 1-2 และ 6
3.ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องไม่ว่าอายุเท่าไร ฉีดวัคซีน 3 เข็ม เดือนที่ 0, 1-2 และ 6

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

หูดหงอนไก่ (Genital warts) และเชื้อเอชพีวี (HPV)

บริการด้านวัคซีน

วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี

รับวัคซีนเพื่อป้องกันไวรัสตับอักเสบบี สร้างภูมิคุ้มกันได้มากถึง 97% (หากรับวัคซีนครบ 3 เข็ม)

ควรตรวจทั้ง HBsAg และ anti-HBs ก่อนฉีดวัคซีน

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B Virus)

บริการด้านวัคซีน

วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ

รับวัคซีนเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบเอ แนะนำให้ตรวจภูมิต้านทานก่อนเข้ารับวัคซีน (เลือกตรวจได้หลายแบบตามที่แพทย์ให้คำแนะนำ)

1.ฉีดวัคซีนฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 6 เดือน โดยไม่ต้องตรวจเลือดซ้ำหลังฉีดวัคซีน
2.หากไม่มาฉีดวัคซีนเข็ถัดไปตามนัด สามารถฉีดต่อได้เลยโดยไม่ต้องเริ่มใหม่
3.ผู้อยู่ร่วมกับ HIV ก็สามารถฉีดวัคซีนได้

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A Virus)

บริการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
และทวารหนัก

ตรวจคัดกรองมะเร็งปากทวารหนักด้วยวิธีแปปสเมียร์

การตรวจแปปสเมียร์ (anal Pap หรือ anal cytology) เป็นวิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งปากทวารหนัก โดยแพทย์จะใช้ไม้พันสำลีใส่เข้าไปในทวารหนักเพื่อเก็บเซลล์ไปตรวจหาความผิดปกติของทวารหนัก หากการตรวจให้ผลลบ ให้ตรวจซ้ำทุก 1 ปี

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

มะเร็งปากทวารหนัก (Anal Cancer)

บริการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
และทวารหนัก

ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธีแปปสเมียร์

การตรวจแปปสเมียร์ (Pap smear, Pap test หรือ cytology) เป็นวิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกวิธีหนึ่ง โดยแพทย์จะใช้เครื่องมือตรวจภายในและป้ายเซลล์จากปากมดลูกส่งตรวจหาเซลล์ผิดปกติซึ่งอาจทำให้เกิดมะเร็งได้ หากการตรวจให้ผลลบ ให้ตรวจซ้ำทุก 1-2 ปี

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

หูดหงอนไก่ (Genital warts) และเชื้อเอชพีวี (HPV)มะเร็งปากมดลูก (Cervical Cancer)

บริการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
และทวารหนัก

ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธีตรวจหาเชื้อเอชพีวี

ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธีตรวจหาเชื้อเอชพีวี

เชื้อเอชพีวีสายพันธุ์เสี่ยงสูงเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งปากทวารหนัก การตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์เสี่ยงสูงจึงเป็นทางเลือกหนึ่งในการคัดกรองมะเร็งดังกล่าว โดยผู้รับบริการสามารถสว็อบด้วยตนเองได้ หากการตรวจให้ผลลบ ให้ตรวจซ้ำทุก 5 ปี

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

หูดหงอนไก่ (Genital warts) และเชื้อเอชพีวี (HPV)มะเร็งปากทวารหนัก (Anal Cancer)

บริการไวรัสตับอักเสบ

ตรวจหาภูมิต้านทานไวรัสตับอักเสบซี

การตรวจภูมิต้านทาน (anti-HCV ) กรณีเป็น positive หมายความว่ามีการติดเชื้ออยู่ในร่างกาย หรือเคยเป็นจนหายแล้ว
หาก anti-HCV มีผลเป็น Negative แปลว่า ไม่มีเชื้อและไม่เคยเป็นมาก่อน

ยังไม่มีวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบซีได้

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ไวรัสตับอักเสบซี (Hepatitis C Virus)

บริการไวรัสตับอักเสบ

ตรวจหาภูมิต้านทานไวรัสตับอักเสบบี

การตรวจหาภูมิต้านทานไวรัสตับอักเสบบี สามารถตรวจได้ทั้งแบบ
1.ตรวจสารก่อภูมิต้านทาน (HBsAg) หากตรวจพบเชื้อไวรัสตับอักเสบบีในร่างกาย ต้องพบแพทย์เพื่อรักษาต่อไป
2.ตรวจสารภูมิต้านทาน (Anti-HBs) ในกรณีเคยติดเชื้อจนหายแล้ว หรือเคยรับวัคซีนมาก่อน
3.การตรวจสารภูมิต้านทานชนิดหนึ่งที่บ่งบอกร่องรอยการติดเชื้อ (Anti-HBc)

ควรตรวจทั้ง HBsAg และ anti-HBs ก่อนฉีดวัคซีน

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B Virus)

บริการไวรัสตับอักเสบ

ตรวจหาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี

หากไม่เคยฉีดวัคซีนป้องกัน แนะนำให้ตรวจคัดกรอง HBsAg ทุก 12 เดือน
หากต้องการฉีดวัคซีนให้ตรวจทั้ง HBsAg และ anti-HBs ก่อนฉีดวัคซีน

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B Virus)

บริการไวรัสตับอักเสบ

ตรวจหาภูมิต้านทานไวรัสตับอักเสบเอ

ตรวจหาภูมิต้านทานก่อนฉีดวัคซีน โดยสามารถเลือกตรวจได้หลายวิธี ได้แก่
1.ตรวจภูมิต้านทานระยะยาว (Anti-HAV IgG) จะได้ผลเป็น Positive ในกรณีที่เคยฉีดวัคซีนหรือเคยรักษาไวรัสตับอักเสบ เอ จนหายแล้ว
2.ตรวจสารก่อภูมิต้านทาน (Anti-HAV IgM) สำหรับแพทย์ตรวจในคนไข้ที่ต้องสงสัยในโรค โดยผลจะเป็น positive ในกรณีที่มีการติิดเชื้อระยะเฉียบพลัน
3.ตรวจรวมภูมิต้านทานทั้ง 2 ชนิด หากผลแสดงว่ามีภูมิต้านทานแล้วจึงจะไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีน

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A Virus)

บริการโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ

รักษาหูด

หูดหงอนไก่เกิดจากการติดเชื้อ HPV หากมีอาการสามารถรักษาได้ด้วยยาทา หรือรักษาด้วยการผ่าตัด เช่น จี้ไฟฟ้า
รังสีอินฟราเรด (Infrared) หรือ เลเซอร์ (Laser) และควรนำคู่มาตรวจร่างกายด้วย

สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน HPV และตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งทวารหนักตามข้อบ่งชี้ของแต่ละคน เป็นประจำทุกปี

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

หูดหงอนไก่ (Genital warts) และเชื้อเอชพีวี (HPV)มะเร็งปากทวารหนัก (Anal Cancer)

บริการโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ

รักษาหนองใน หนองในเทียม

รักษาให้หายได้โดยใช้ยาปฏิชีวนะ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

หนองใน (Gonorrhoea)หนองในเทียม (Chlamydia)

บริการโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ

ตรวจหาเชื้อหนองในจากหนอง

ตรวจโดยการเก็บตัวอย่างหนองไปส่งตรวจหาเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดหนองใน

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

หนองใน (Gonorrhoea)

บริการโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ

ตรวจคัดกรองหนองใน หนองในเทียม

ตรวจคัดกรองด้วยการเก็บตัวอย่างส่งตรวจจากบริเวณลำคอ ช่องคลอด หรือช่องคลอดใหม่ ทวารหนัก และ/หรือจากปัสสาวะ
ทราบผลตรวจภายใน 2 ชั่วโมง

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

หนองใน (Gonorrhoea)หนองในเทียม (Chlamydia)

บริการโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ

รักษาซิฟิลิสด้วยการฉีด

รักษาได้โดยการฉีดยาเบนซาทีน เพนนิซิลิน จี (Benzathine Penicillin G) 2.4 ล้านยูนิต
เข้ากล้ามเนื้อสะโพกทั้ง 2 ข้าง

ควรนำคู่นอนมาตรวจด้วยแม้ไม่มีอาการ และหลังการรักษาควรงดมีเพศสัมพันธ์ประมาณ 1-2 สัปดาห์
หรือใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งในทุกช่องทาง เพราะในระยะดังกล่าวยังสามารถแพร่เชื้อได้

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ซิฟิลิส (Syphilis)

บริการโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ

ตรวจยืนยันการติดเชื้อซิฟิลิส

ตรวจยืนยันโดยการเจาะเลือดหาแอนติบอดีต่อเชื้อซิฟิลิส ซึ่งจะสามารถคงอยู่ในร่างกายได้นานหลายปี
จึงสามารถตรวจทราบถึงการติดเชื้อในอดีตได้

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ซิฟิลิส (Syphilis)

บริการโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ

ตรวจระดับการติดเชื้อซิฟิลิส

ระยะแรก จะมีแผลที่อวัยวะเพศ มีขอบแข็ง ไม่มีอาการเจ็บปวด
ระยะที่ 2 จะพบผื่นที่ลำตัว ฝ่ามือ ฝ่าเท้า อาจมีปื้นสีขาวในช่องปาก จะอยู่ในช่วง 6 สัปดาห์- 6 เดือน หลังได้รับเชื้อ
ระยะที่ 3 เชื้อจะแพร่กระจายไปทั่วร่างกาย ส่งผลต่อการทำงานของสมอง ดวงตา หัวใจ ไขสันหลังและกระดูก ระยะนี้อยู่ในช่วง 10 ปีขึ้นไป

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ซิฟิลิส (Syphilis)

บริการโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ

ตรวจคัดกรองซิฟิลิส

ซิฟิลิสเกิดจากเชื้อแบคทีเรียทริปโปนีมา พัลลิดุม (Treponema pallidum)
สามารถติดต่อผ่านทางเพศสัมพันธ์หรือการสัมผัสเชื้อ
ตรวจหาแอนติบอดี้ที่ก่อเชื้อโรคซิฟิลิสโดยการเจาะเลือด ทราบผลภายใน 1 ชั่วโมง

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ซิฟิลิส (Syphilis)

บริการเอชไอวี

ยาต้านไวรัส

ยาต้านไวรัสสำหรับผู้ที่มีเชื้อ HIV โดยจะทำหน้าที่ช่วยลดระดับจำนวนไวรัสลง
หากรับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างต่อเนื่องจะเข้าสู่สถานะ U=U หรือ ตรวจไม่พบเชื้อ = ไม่แพร่เชื้อ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

เอชไอวี (HIV)

บริการเอชไอวี

บริการเป๊ป (PEP)

รับ PEP (Post-Exposure Prophylaxis) ยาป้องกันการรับเชื้อ HIV ในกรณีฉุกเฉิน หลังการสัมผัสเชื้อ สำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงมา ภายใน 72 ชั่วโมง และต้องทานต่อเนื่อง 28 วัน

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

เอชไอวี (HIV)

บริการเอชไอวี

บริการเพร็พ (PrEP)

รับ PrEP (Pre-Exposure Prophylaxis) ยาป้องกันการรับเชื้อ HIV ก่อนการสัมผัสเชื้อ สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยมีเชื้อเท่านั้น โดยเป็นการรับประทานต่อเนื่องอย่างถูกต้องตามแพทย์แนะนำ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

เอชไอวี (HIV)

บริการเอชไอวี

ตรวจหาปริมาณไวรัส

หรือ Viral Load ในผู้อยู่ร่วมกับ HIV เป็นการตรวจหาปริมาณไวรัส HIV ในเลือด เพื่อประเมินว่าร่างกายสามารถควบคุมปริมาณไวรัสได้มากน้อยเพียงใด
หากได้รับยาต้านไวรัสต่อเนื่องจะทำให้จำนวน Viral Load ต่ำมากๆจนไม่สามารถตรวจวัดได้

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

เอชไอวี (HIV)

บริการเอชไอวี

ตรวจหาจำนวนเม็ดเลือดขาว CD4

ตรวจหาปริมาณเม็ดเลือดขาว CD4 โดยการเจาะเลือด สำหรับผู้ที่อยู่ร่วมกับ HIV หากมีระดับ CD 4 ต่ำกว่า 200 จะทำให้มีโอกาสติดเชื้อฉวยโอกาสได้ง่าย เนื่องจากอยู่ในภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง และหากผู้ที่อยู่ร่วมกับ HIV ได้รับยาต้านไวรัสต่อเนื่องจะมีค่า CD4 คงที่อยู่ที่ระดับ 500-600

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

เอชไอวี (HIV)

Template is not defined.

บริการเอชไอวี

ตรวจคัดกรองเอชไอวี

ตรวจโดยการเจาะเลือด มี 2 วิธี ได้แก่
1.วิธี Anti-HIV : ตรวจหาภูมิคุ้มกันที่ตอบสนองกับเชื้อ HIV สามารถตรวจได้ตั้งแต่ 1 เดือนหลังมีความเสี่ยง
2.วิธี NAT : ตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อ HIV สามารถตรวจได้ตั้งแต่ 1-2 สัปดาห์หลังมีความเสี่ยง

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

เอชไอวี (HIV)

บริการด้านสุขภาพจิต

บริการด้านสุขภาพจิต​

บริการตรวจคัดกรองภาวะซึมเศร้าเบื้องต้น บริการให้คำปรึกษาและประเมินด้านจิตใจ โดยจิตแพทย์และผู้ให้คำปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญด้านความหลากหลายทางเพศ รวมทั้งบริการส่งต่อเข้าสู่การรักษาในระบบโรงพยาบาลหรือการรักษาตามสิทธิ์

บริการตรวจสุขภาพอื่นๆ

ตรวจการทำงานของตับ เพื่อเช็คความพร้อมสำหรับผู้ที่รับยาใดๆ ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหนึ่ง
หากตรวจพบว่ามีค่าตับมีความผิดปกติแพทย์จะให้คำแนะนำและปรับแนวทางการรับยานั้นๆต่อไป

ควรตรวจทุก 3 เดือนในปีแรก หรือทุก 6 เดือนในปีถัดไป หรือตามแพทย์แนะนำ

ตรวจการทำงานของไต เพื่อเช็คความพร้อมสำหรับผู้ที่รับยาใดๆ ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหนึ่ง
หากตรวจพบว่ามีค่าไตมีความผิดปกติแพทย์จะให้คำแนะนำและปรับแนวทางการรับยานั้นๆต่อไป

ควรตรวจทุก 3 เดือนในปีแรก หรือทุก 6 เดือนในปีถัดไป หรือตามแพทย์แนะนำ

ตรวจเพื่อให้ทราบค่าไขมันในกระแสเลือดว่าอยู่ในระดับที่ปกติหรือไม่
หากทราบความผิดปกติแพทย์จะแนะนำแนวทางในการลดระดับไขมันลงมาให้เป็นปกติได้อย่างทันท่วงที

ควรตรวจทุก 3 เดือนในปีแรก หรือทุก 6 เดือนในปีถัดไป หรือตามแพทย์แนะนำ

ตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดว่าสูงเกินกว่าปกติหรือไม่
หากพบว่ามีความผิดปกติแพทย์จะแนะนำแนวทางการปรับพฤติกรรมและการรักษาต่อไป

ควรงดน้ำและงดอาหารก่อนตรวจวัดระดับน้ำตาล 6 ชั่วโมง

เพื่อตรวจดูสุขภาพทั่วไป และตรวจหาโรคอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้น

ควรตรวจทุก 3 เดือนในปีแรก หรือทุก 6 เดือนในปีถัดไป หรือตามแพทย์แนะนำ

ตรวจภายใน

เป็นการใช้เครื่องมือสอดเข้าไปในช่องคลอดหรือช่องคลอดใหม่เพื่อตรวจหาความผิดปกติและส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการต่ออย่างเหมาะสม

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

หูดหงอนไก่ (Genital warts) และเชื้อเอชพีวี (HPV) , มะเร็งปากทวารหนัก (Anal Cancer)

เป็นการส่องกล้องเพื่อตรวจดูความผิดปกติภายในทวารหนัก เช่น หูดหงอนไก่ ฝี ริดสีดวง เพื่อวางแผนการรักษาต่อไป

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

หูดหงอนไก่ (Genital warts) และเชื้อเอชพีวี (HPV) , มะเร็งปากทวารหนัก (Anal Cancer)

บริการด้านวัคซีน

รับวัคซีนเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบเอ แนะนำให้ตรวจภูมิต้านทานก่อนเข้ารับวัคซีน (เลือกตรวจได้หลายแบบตามที่แพทย์ให้คำแนะนำ)

1.ฉีดวัคซีนฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 6 เดือน โดยไม่ต้องตรวจเลือดซ้ำหลังฉีดวัคซีน
2.หากไม่มาฉีดวัคซีนเข็ถัดไปตามนัด สามารถฉีดต่อได้เลยโดยไม่ต้องเริ่มใหม่
3.ผู้อยู่ร่วมกับ HIV ก็สามารถฉีดวัคซีนได้

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A Virus)

รับวัคซีนเพื่อป้องกันไวรัสตับอักเสบบี สร้างภูมิคุ้มกันได้มากถึง 97% (หากรับวัคซีนครบ 3 เข็ม)

ควรตรวจทั้ง HBsAg และ anti-HBs ก่อนฉีดวัคซีน

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B Virus)

สามารถป้องกันการเป็นหูดได้ 90% (ป้องกันสายพันธุ์ 6,11)
และป้องกันการเกิดมะเร็งได้ 70% (ป้องกันสายพันธุ์ 16,18)

1.อายุน้อยกว่า 15 ปี ฉีดวัคซีน 2 เข็ม โดยฉีดเดือนที่ 0 และ 6-12
2.อายุมากกว่า 15 ปี ฉีดวัคซีน 3 เข็ม โดยฉีดเดือนที่ 0, 1-2 และ 6
3.ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องไม่ว่าอายุเท่าไร ฉีดวัคซีน 3 เข็ม เดือนที่ 0, 1-2 และ 6

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

หูดหงอนไก่ (Genital warts) และเชื้อเอชพีวี (HPV)

สามารถป้องกันการเป็นหูดได้ 90% (ป้องกันสายพันธุ์ 6,11)
และป้องกันการเกิดมะเร็งได้ 80% (ป้องกันสายพันธุ์ 16,18,31,33,45,52 และ 58)

1.อายุน้อยกว่า 15 ปี ฉีดวัคซีน 2 เข็ม โดยฉีดเดือนที่ 0 และ 6-12
2.อายุมากกว่า 15 ปี ฉีดวัคซีน 3 เข็ม โดยฉีดเดือนที่ 0, 1-2 และ 6
3.ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องไม่ว่าอายุเท่าไร ฉีดวัคซีน 3 เข็ม เดือนที่ 0, 1-2 และ 6

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

หูดหงอนไก่ (Genital warts) และเชื้อเอชพีวี (HPV)

รับวัคซีนเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันป้องกันไข้หวัดใหญ่ หลังฉีดจะเกิดภูมิคุ้มกันมีอายุได้นาน 1 ปี

แนะนำให้ฉีดทุกปี ปีละ 1 ครั้ง

บริการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
และทวารหนัก

ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธีตรวจหาเชื้อเอชพีวี

เชื้อเอชพีวีสายพันธุ์เสี่ยงสูงเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งปากทวารหนัก การตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์เสี่ยงสูงจึงเป็นทางเลือกหนึ่งในการคัดกรองมะเร็งดังกล่าว โดยผู้รับบริการสามารถสว็อบด้วยตนเองได้ หากการตรวจให้ผลลบ ให้ตรวจซ้ำทุก 5 ปี

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

หูดหงอนไก่ (Genital warts) และเชื้อเอชพีวี (HPV)มะเร็งปากทวารหนัก (Anal Cancer)

การตรวจแปปสเมียร์ (Pap smear, Pap test หรือ cytology) เป็นวิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกวิธีหนึ่ง โดยแพทย์จะใช้เครื่องมือตรวจภายในและป้ายเซลล์จากปากมดลูกส่งตรวจหาเซลล์ผิดปกติซึ่งอาจทำให้เกิดมะเร็งได้ หากการตรวจให้ผลลบ ให้ตรวจซ้ำทุก 1-2 ปี

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

หูดหงอนไก่ (Genital warts) และเชื้อเอชพีวี (HPV)มะเร็งปากมดลูก (Cervical Cancer)

การตรวจแปปสเมียร์ (anal Pap หรือ anal cytology) เป็นวิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งปากทวารหนัก โดยแพทย์จะใช้ไม้พันสำลีใส่เข้าไปในทวารหนักเพื่อเก็บเซลล์ไปตรวจหาความผิดปกติของทวารหนัก หากการตรวจให้ผลลบ ให้ตรวจซ้ำทุก 1 ปี

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

มะเร็งปากทวารหนัก (Anal Cancer)

บริการไวรัสตับอักเสบ

ตรวจหาภูมิต้านทานก่อนฉีดวัคซีน โดยสามารถเลือกตรวจได้หลายวิธี ได้แก่
1.ตรวจภูมิต้านทานระยะยาว (Anti-HAV IgG) จะได้ผลเป็น Positive ในกรณีที่เคยฉีดวัคซีนหรือเคยรักษาไวรัสตับอักเสบ เอ จนหายแล้ว
2.ตรวจสารก่อภูมิต้านทาน (Anti-HAV IgM) สำหรับแพทย์ตรวจในคนไข้ที่ต้องสงสัยในโรค โดยผลจะเป็น positive ในกรณีที่มีการติิดเชื้อระยะเฉียบพลัน
3.ตรวจรวมภูมิต้านทานทั้ง 2 ชนิด หากผลแสดงว่ามีภูมิต้านทานแล้วจึงจะไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีน

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A Virus)

หากไม่เคยฉีดวัคซีนป้องกัน แนะนำให้ตรวจคัดกรอง HBsAg ทุก 12 เดือน
หากต้องการฉีดวัคซีนให้ตรวจทั้ง HBsAg และ anti-HBs ก่อนฉีดวัคซีน

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B Virus)

การตรวจหาภูมิต้านทานไวรัสตับอักเสบบี สามารถตรวจได้ทั้งแบบ
1.ตรวจสารก่อภูมิต้านทาน (HBsAg) หากตรวจพบเชื้อไวรัสตับอักเสบบีในร่างกาย ต้องพบแพทย์เพื่อรักษาต่อไป
2.ตรวจสารภูมิต้านทาน (Anti-HBs) ในกรณีเคยติดเชื้อจนหายแล้ว หรือเคยรับวัคซีนมาก่อน
3.การตรวจสารภูมิต้านทานชนิดหนึ่งที่บ่งบอกร่องรอยการติดเชื้อ (Anti-HBc)

ควรตรวจทั้ง HBsAg และ anti-HBs ก่อนฉีดวัคซีน

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B Virus)

การตรวจภูมิต้านทาน (anti-HCV ) กรณีเป็น positive หมายความว่ามีการติดเชื้ออยู่ในร่างกาย หรือเคยเป็นจนหายแล้ว
หาก anti-HCV มีผลเป็น Negative แปลว่า ไม่มีเชื้อและไม่เคยเป็นมาก่อน

ยังไม่มีวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบซีได้

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ไวรัสตับอักเสบซี (Hepatitis C Virus)

บริการโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ

ซิฟิลิสเกิดจากเชื้อแบคทีเรียทริปโปนีมา พัลลิดุม (Treponema pallidum)
สามารถติดต่อผ่านทางเพศสัมพันธ์หรือการสัมผัสเชื้อ
ตรวจหาแอนติบอดี้ที่ก่อเชื้อโรคซิฟิลิสโดยการเจาะเลือด ทราบผลภายใน 1 ชั่วโมง

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ซิฟิลิส (Syphilis)

ระยะแรก จะมีแผลที่อวัยวะเพศ มีขอบแข็ง ไม่มีอาการเจ็บปวด
ระยะที่ 2 จะพบผื่นที่ลำตัว ฝ่ามือ ฝ่าเท้า อาจมีปื้นสีขาวในช่องปาก จะอยู่ในช่วง 6 สัปดาห์- 6 เดือน หลังได้รับเชื้อ
ระยะที่ 3 เชื้อจะแพร่กระจายไปทั่วร่างกาย ส่งผลต่อการทำงานของสมอง ดวงตา หัวใจ ไขสันหลังและกระดูก ระยะนี้อยู่ในช่วง 10 ปีขึ้นไป

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ซิฟิลิส (Syphilis)

ตรวจยืนยันโดยการเจาะเลือดหาแอนติบอดีต่อเชื้อซิฟิลิส ซึ่งจะสามารถคงอยู่ในร่างกายได้นานหลายปี
จึงสามารถตรวจทราบถึงการติดเชื้อในอดีตได้

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ซิฟิลิส (Syphilis)

รักษาได้โดยการฉีดยาเบนซาทีน เพนนิซิลิน จี (Benzathine Penicillin G) 2.4 ล้านยูนิต
เข้ากล้ามเนื้อสะโพกทั้ง 2 ข้าง

ควรนำคู่นอนมาตรวจด้วยแม้ไม่มีอาการ และหลังการรักษาควรงดมีเพศสัมพันธ์ประมาณ 1-2 สัปดาห์
หรือใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งในทุกช่องทาง เพราะในระยะดังกล่าวยังสามารถแพร่เชื้อได้

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ซิฟิลิส (Syphilis)

ตรวจคัดกรองด้วยการเก็บตัวอย่างส่งตรวจจากบริเวณลำคอ ช่องคลอด หรือช่องคลอดใหม่ ทวารหนัก และ/หรือจากปัสสาวะ
ทราบผลตรวจภายใน 2 ชั่วโมง

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

หนองใน (Gonorrhoea)หนองในเทียม (Chlamydia)

ตรวจโดยการเก็บตัวอย่างหนองไปส่งตรวจหาเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดหนองใน

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

หนองใน (Gonorrhoea)

รักษาให้หายได้โดยใช้ยาปฏิชีวนะ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

หนองใน (Gonorrhoea)หนองในเทียม (Chlamydia)

หูดหงอนไก่เกิดจากการติดเชื้อ HPV หากมีอาการสามารถรักษาได้ด้วยยาทา หรือรักษาด้วยการผ่าตัด เช่น จี้ไฟฟ้า
รังสีอินฟราเรด (Infrared) หรือ เลเซอร์ (Laser) และควรนำคู่มาตรวจร่างกายด้วย

สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน HPV และตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งทวารหนักตามข้อบ่งชี้ของแต่ละคน เป็นประจำทุกปี

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

หูดหงอนไก่ (Genital warts) และเชื้อเอชพีวี (HPV)มะเร็งปากทวารหนัก (Anal Cancer)

บริการเอชไอวี

ตรวจโดยการเจาะเลือด มี 2 วิธี ได้แก่
1.วิธี Anti-HIV : ตรวจหาภูมิคุ้มกันที่ตอบสนองกับเชื้อ HIV สามารถตรวจได้ตั้งแต่ 1 เดือนหลังมีความเสี่ยง
2.วิธี NAT : ตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อ HIV สามารถตรวจได้ตั้งแต่ 1-2 สัปดาห์หลังมีความเสี่ยง

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

เอชไอวี (HIV)

ตรวจหาปริมาณเม็ดเลือดขาว CD4 โดยการเจาะเลือด สำหรับผู้ที่อยู่ร่วมกับ HIV หากมีระดับ CD 4 ต่ำกว่า 200 จะทำให้มีโอกาสติดเชื้อฉวยโอกาสได้ง่าย เนื่องจากอยู่ในภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง และหากผู้ที่อยู่ร่วมกับ HIV ได้รับยาต้านไวรัสต่อเนื่องจะมีค่า CD4 คงที่อยู่ที่ระดับ 500-600

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

เอชไอวี (HIV)

หรือ Viral Load ในผู้อยู่ร่วมกับ HIV เป็นการตรวจหาปริมาณไวรัส HIV ในเลือด เพื่อประเมินว่าร่างกายสามารถควบคุมปริมาณไวรัสได้มากน้อยเพียงใด
หากได้รับยาต้านไวรัสต่อเนื่องจะทำให้จำนวน Viral Load ต่ำมากๆจนไม่สามารถตรวจวัดได้

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

เอชไอวี (HIV)

รับ PrEP (Pre-Exposure Prophylaxis) ยาป้องกันการรับเชื้อ HIV ก่อนการสัมผัสเชื้อ สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยมีเชื้อเท่านั้น โดยเป็นการรับประทานต่อเนื่องอย่างถูกต้องตามแพทย์แนะนำ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

เอชไอวี (HIV)

รับ PEP (Post-Exposure Prophylaxis) ยาป้องกันการรับเชื้อ HIV ในกรณีฉุกเฉิน หลังการสัมผัสเชื้อ สำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงมา ภายใน 72 ชั่วโมง และต้องทานต่อเนื่อง 28 วัน

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

เอชไอวี (HIV)

ยาต้านไวรัสสำหรับผู้ที่มีเชื้อ HIV โดยจะทำหน้าที่ช่วยลดระดับจำนวนไวรัสลง
หากรับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างต่อเนื่องจะเข้าสู่สถานะ U=U หรือ ตรวจไม่พบเชื้อ = ไม่แพร่เชื้อ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

เอชไอวี (HIV)